พระธาตุดอนแก้ว
ตั้งอยู่ที่บ้านดอนแก้ว ห่างจากตัวเมืองอุดรธานี ประมาณ 50 กิโลเมตรเป็นเจดีย์ทรงเหลี่ยมคล้ายพระธาตุพนม
สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 12-13 อยู่ห่างจากตัวอำเภอกุมภวาปีประมาณ 2 กิโลเมตรสูงราว 18 วาเศษด้านทิศเหนือ
มีความกว้าง 6 วา 2 ศอก ด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกกว้าง 6 วาเศษ มีบรรไดขึ้นลงสองด้าน คือทางด้านทิศตะวันออกและ
ทิศตะวันตกสร้างเป็นลักษณะ 2 ชั้นแต่ละชั้นมีภาพแกะสลักเกี่ยวกับพุทธประวัติ เรื่อง สวรรค์ นรก วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างเป็นหินทรายรูปทรงเหลี่ยมยาวประมาณ 1 ศอก รอบนอกฉาบด้วยปูน ซึ้งคงเป็นการซ่อมแซมภายหลัง
รอบองค์พระมหาธาตุเจดีย์ มีใบแสมาและเสาหินตั้งอยู่ทั้งแปดทิศ มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมบ้าง แบนบ้างสูงตั้งแต่ 2-4 เมตร
ปัจจุบันศิลปกรรมเหล่านี้ตั้งอยู่ห่างจากองค์พระธาตุ 15-20 เส้นก็มี คือมีทั้งภายในและภายนอกวัดมหาธาตุเจดีย์ สันนิฐานว่า
เสาหินเหล่านี้คงเป็นเขตวัดหรือเขตเมืองยุคโน้นซึ้งแสดงให้เห็นว่า ชุมชนในยุคโน้น ชุมชนแถบนี้คงมีความเจริญรุ่งเรืองมาก และก็เป็นธรรมดาอยู่เองทีวัด และบ้านที่มีความเจริญ ย่อมจะมีประชาชนอาศัยอยู่ในถิ่นนี้อย่างหนาแน่น ซึ้งเรื่องนี้อาจโยงไปถึง “หนองหาน”
อันเป็นที่มาของนิทานปรัมปราเรื่อง “ผาแดง-นางไอ่”
นักโบราณคดีบางคนสันนิษฐานว่าพระมหาธาตุเจดีย์ตลอดทั้งใบเสมาและเสาหิน สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 11-13 คือ ประมาณพุทธศักราช 1100-1300 พระวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างเป็นหินทราย รวมทั้งภาพแกะสลักเป็นฝีมือของคนในสมัยทวารวดีตอนปลายหรือสมัยลพบุรีตอนต้นอันแสดงว่าศิลปกรรมเหล่านี้มีมากก่อนประสาทหินพิมาย ปราสาทเขาพนมรุ้ง หรือแม้แต่ปราสาทเขาพระวิหาร
จากคำบอกเล่าของพระเถระและ ผู้สูงอายุบอกว่า มีพระอรหันต์คณะหนึ่งเดินทางไปนมัสการ พระธาตุพนม แล้วเดินทางผ่านหมู่บ้านนี้พอมาถึงพระอรหันต์องค์หนึ่งอาพาธ(ป่วย) และดับขันธ์(ตาย) ที่นี่พระอรหันต์ที่เหลือจึงประชุมเพลิงและสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิ(กระดูก)ของท่านไว้ สร้างเจดีย์เสร็จเรียบร้อยเมื่อ พ.ศ 11 หลังพระธาตุพนม 3 ปี จากนั่นเหล่าพระอรหันต์ที่เหลือจึงได้ทำการเดินธุดงค์ต่อไปหลังจากนั่นก็ได้เกิดความผันผวนทางบ้านเมือง องค์พระเจดีย์ได้ถูกปล่อยทิ้งล้างมาเป็นเวลานาน ต่อมามีพระธุดงค์ชาวเขมรรูปหนึ่ง
ชื่อหลวงปู่อุ้ม เดินธุดงค์ผ่านมาพบองค์พระเจดีย์ ซึ้งอยู่ในสภาพปรักหักพัง ขณะนั่นบ้านดอนแก้วไม่มีคนอยู่อาศัย หลวงปู่อุ้มได้ชักชวนชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์ ดังลักษณะที่เห็นในปัจจุบัน
นับตั้งแต่ พ.ศ 2472 เป็นต้นมาได้มีผู้คนมาตั้งหลักแหล่งในบริเวณบ้านดอนแก้วจึ้งได้มีการปฏิสังขรณ์หลายครั้ง ในปี 2513 ได้มีการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ โดยมีหลวงปู่ปัญญากิจโกศล(ชน) พระครูโสภณจริยาทร(คำบุ) พ.ต.ท เสรี ฝึกฝน(ยศเดิม) ร่วมกับชาวบ้านดอนแก้ว และหมู่บ้านใกล้เคียง ร่วมกันปฏิสังขรณ์ให้มั่นคงแข็งแรงกว่าเดิม
ลักษณะของชุมชนโบราณบ้านดอนแก้ว จะมีลักษณะคล้ายกับชุมชนโบราณสมัยทวารดี โดยทั่วๆ ไปคือมีคูน้ำคันดิน ล้อมรอบตัวเมืองและมีศาสนสถานที่สำคัญอยู่นอกตัวเมือง นั่นคือพระมหาธาตุเจดีย์ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มใบเสมาหินปักรอบๆ โดยมีคตินิยมเพื่อแสดงเขตสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ คล้ายๆ กับการปักเสมาของเมืองฟ้าแดดสูงยาง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ เยื้ององค์พระมหาธาตุเจดีย์
ไปทางทิศตะวันตกเราจะพบภาพแกะสลักเป็นลายธรรมชาติบางส่วน และจาลึกภาษาขอมที่มีสภาพลบเลือนไปมากแล้วสองใบ
จากสิ่งที่กล่าวมาแล้วจึงพออนุมาณได้ว่า ชุมชนโบราณดอนแก้ว มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน ถึงแม้จะมีการสับเปลี่ยนกลุ่มของผู้คน ที่เข้ามาอาศัยอยู่ไปเป็นช่วงๆ จึงไม่สามารถที่จะสืบสาน ความเป็นมาได้อย่างต่อเนื่อง จากปากสู่ปากได้ แต่ในด้านแหล่งโบราณคดีที่ปรากฏ ให้เห็นในปัจจุบันนี้ ก็เป็นสิ่งยืนยันถึงความสำคัญ และอุดมสมบูรณของท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี
ในปี พ.ศ. 2513 มีคณะศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปกร คณะโบราณคดี นำโดย นำโดยนายไพโรจน์ อังเสนากุล ได้มาทำการตรวจสอบอายุของใบเสมาตลอดทั้งองค์พระมหาธาตุเจดีย์ นักโบราณคดีเหล่านี้สันนิษฐานว่า ศิลปกรรมเหล่านี้มีอายุอย่างต่ำไม่น้อยกว่า 1500 ปี เมื่อ พ.ศ 2532 กรมศิลปกร ได้มาปักหมุดรอบองค์ พระมหาธาตุเจดีย์ และปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ต่อไป สำหรับการค้นคว้าหาหลักฐาน ก็ได้กระทำอยู่เสมอ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น จากวิทยาลัยครูอุดรธานี และท่านผู้เชียวชาญด้านโบราณสถาน ก็มาศึกษาค้นคว้าบ่อยครั้ง
อย่างไรก็ตามเรายังต้อง ศึกษาหาข้อมูลกันอีกต่อไป เพราะศิลปกรรมเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่หน้าศึกษาอย่างมาก เพราะดูจากภูมิประเทศแล้ว บริเวณหมู่บ้านดอนแก้ว ไม่มีหินทรายที่ใช้ในการก่อสร้างเลย ผู้ก่อสร้างได้เอามาจากที่ใด เอามาอย่างไร ล้วนเป็นเรื่องน่าศึกษา ของอนุชนรุ่นหลังเป็นอย่างมาก จึงควรที่เราทั้งหลายจะต้องหวงแหนและ เคารพสักการะตลอดทั้งช่วยกันบำรุงรักษาให้คงอยู่นานแสนนาน
ทุกๆ ปีหลังสงกรานต์ จะมีประเพณีสงน้ำองค์พระมหาธาตุเจดีย์เป็นประจำ จึงขอเชิญท่านทั้งหลายได้เข้ามาร่วมงานประเพณี เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองและครอบครัวต่อไป
|